ย้อนอดีต ฟุตบอลยูโร 15 ครั้ง ที่ผ่านมา สรุปเหตุผลการณ์ สำคัญ !!

0
64
ย้อน อดีตบอลยูโร 15 ครั้ง

ในปี 2020 ยูฟ่า จะทำการจัดฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ตามปกติ เป็นครั้งที่ 16 แต่ที่มีการเพิ่มเติม และแปลกใหม่ออกไป เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปี เลยมีอะไรพิเศษๆ ให้เห็นกัน ยูโร2020 ใน ปีหน้า จะมีการจัดการแข่งขันกันหลายสนาม รวมกันทั้งสิ้น 12 สนามจาก 12 ประเทศทั่วยุโรป แล้ว 15 ครั้งที่ผ่านมา บอลยูโร มีอะไรเกิดขึ้นมาบ้าง เรามา ย้อนอดีต ฟุตบอลยูโร 15 ครั้งที่ผ่านมา สรุปเหตุผลการณ์ สำคัญ

ย้อนอดีต บอลยูโร 15 ครั้ง
ย้อนอดีต บอลยูโร 15 ครั้ง

UEFA European Championship กับ 15 ครั้งที่ผ่านมา

1. บอล ยูโร 1960 – ฝรั่งเศส ครั้งที่ 1

การแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป จัดขึ้นครั้งแรกในปี 1960 โดยมีฝรั่งเศส รับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพ และมีการแข่งขันกันแค่เพียง 4 ทีม ใช้เวลาเพียงแค่ 5 วันก็รู้แล้วว่าใครเป็นแชมป์ (6-10 ก.ค.)

บอลยูโร 1960

ชาติที่เข้าร่วมแข่งขันในรอบคัดเลือก มีอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น 17 ทีม โดยหนนี้ เยอรมันตะวันตก, อิตาลี, อังกฤษ และ เนเธอร์แลนด์ส ไม่ได้เข้าร่วมการแข่งขัน สุดท้ายได้ 4 ชาติเข้ามาเล่นในรอบสุดท้ายคือ ฝรั่งเศส, ยูโกสลาเวีย, เช็คโกสโลวาเกีย และ สหภาพโซเวียต

ในการแข่งรอบรองชนะเลิศปรากฏว่า โซเวียต เอาชนะเช็คโกฯ ไป 3-0 อีกคู่ ฝรั่งเศส เจ้าภาพแพ้ ยูโกฯ ไป 4-5 แบบสุดมันส์ ส่วนนัดชิงที่ 3 เจ้าภาพก็แพ้ เช็คโกฯ ไปอีก 0-2

ส่วนนัดชิงชนะเลิศ เล่นกันได้สูสีจนต้องต่อเวลา หลังจากเสมอกัน 1-1 ในช่วง 90 นาที ก่อนที่ โซเวียต จะมาได้ วิคตอร์ โปเนเดลนิค ยิงประตูชัยก่อนหมดเวลา 7 นาที คว้าแชมป์สมัยแรกไปครอง

 


2. บอลยูโร 1964 – สเปน

การแข่งขันหาเจ้ายุโรปครั้งที่สอง สเปน รับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพบ้าง โดยในการแข่งขันครั้งนี้ ยังมีอยู่ 4 ทีมตามเดิม แต่ที่น่าสนใจคือมีแค่แชมป์เก่าอย่าง โซเวียต ที่เข้ามาเล่นในรอบสุดท้ายได้เป็นหนที่สอง ที่เหลือตกรอบคัดเลือกกันไปหมด

บอลยูโร 1964

ปีนี้ สเปนได้ดวลรอบรองชนะเลิศกับ ฮังการี่ ส่วน โซเวียต พบกับ เดนมาร์ก ซึ่งคู่แรกสู้กันได้อย่างสูสี ก่อนที่ “กระทิงดุ” จะเฉือนชนะไปในช่วงต่อเวลาพิเศษ 2-1 ประตูชัยมาในนาทีที่ 112

ส่วนอีกคู่ทัพ “โคนม” แพ้ราบคาบให้กับแชมป์เก่า 0-3 ต้องเข้าไปชิงที่ 3 ซึ่งการชิงที่ 3 ฮังการี่ ก็เอาชนะ เดนมาร์ก ไปในช่วงต่อเวลาพิเศษ 3-1 หลังเสมอใน 90 นาที 1-1

ส่วนเกมนัดชิงชนะเลิศ เป็นการดวลกันระหว่างทีมเจ้าภาพกับแชมป์เก่า ประตูมากันรวดเร็ว เจ้าบ้านได้ก่อนนาทีที่ 6 แต่หลังจากนั้นอีก 2 นาที แชมป์เก่าก็ตีเสมอ ก่อนที่ประตูชัยจะเกิดขึ้นกับสเปน โดย มาร์เซลินโญ่ ยิงได้ก่อนหมดเวลา 6 นาที สเปนคว้าแชมป์สมัยแรกไปครอง ได้ฉลองที่บ้านตัวเองกลางกรุงมาดริด


3. บอลยูโร1968 – อิตาลี

หนนี้ ไปจัดการแข่งขันกันที่ประเทศอิตาลี ยังคงมีการแข่งขันกัน 4 ทีมเช่นเดิม แต่ในหนนี้ ชาติดังๆ อย่าง อิตาลี และทีมชาติอังกฤษ เข้ามาแข่งขันกันในรอบสุดท้ายด้วย

บอลยูโร 1968

อิตาลี ได้เจอกับ โซเวียต ขาประจำการแข่งขันนี้ และแชมป์เมื่อหนแรกที่มีการจัดแข่ง ผลปรากฏว่านี่เป็นคู่แรก ที่ต้องใช้การเสี่ยงเหรียญ เพื่อหาทีมที่ชนะ หลังจากเสมอกันใน 120 นาที

ส่วนอีกคู่ ยูโกสลาเวีย เอาชนะอังกฤษ 1-0 คู่ชิงที่ 3 เลยการเป็นการเจอกันระหว่าง “สิงโตคำราม” พบกับ โซเวียต และกลายเป็นอังกฤษ ที่เพิ่งคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกไปเมื่อ 2 ปีก่อนหน้านั้น เอาชนะไปด้วยสกอร์ 2-0 คว้าอันดับที่ 3 และเป็นอันดับที่ดีที่สุดในการเล่นฟุตบอลยุโรป ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

นัดชิงชนะเลิศ อิตาลี ก็ยังคงความเคี่ยว เพราะการแข่งขันกับ ยูโกสลาเวีย ต้องไปดวลกันจนถึงนัดรีเพลย์ หลังจากเกมแรกในวันที่ 8 มิถุนายน เสมอกัน 1-1 ต่อเวลาก็แล้วยังไม่สามารถยิงประตูได้

มาในนัดที่ 2 วันที่ 10 มิถุนายน หนนี้ “อัซซูรี่” ได้ ลุยจิ ริว่า (12′) และ ปิเอโตร อนาสตาซี่ (31′) ยิงกันคนละลูกให้ทีมเอาชนะไป 2-0 คว้าแชมป์สมัยแรกได้สำเร็จที่บ้านของตัวเอง


4. euro 1972 – เบลเยี่ยม

การแข่งขันยูโร ปี 1972 มาจัดกันที่ประเทศเบลเยี่ยม และเจ้าภาพก็สามารถผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายได้สำเร็จ แต่ก็ไม่สามารถเข้ารอบชิงชนะเลิศได้ หลังจากแพ้ให้กับเยอรมันตะวันตก 1-2 ในรอบรอง

บอลยูโร ยุคแรก

ยังดีที่พวกเขาสามารถกู้หน้าเอาชนะ ฮังการี่ ได้ 2-1 ในการชิงที่ 3

ส่วนในเกมนัดชิงชนะเลิศ เยอรมันตะวันตก ถล่มใส่ โซเวียต ขาประจำที่ผ่าน ฮังการี่ มาแบบเฉือนๆ 1-0 ด้วยสกอร์ 3-0 เกมจบตั้งแต่ยังไม่ผ่าน 1 ชั่วโมงของการแข่งขัน

และในหนนี้ ชื่อของ แกร์ด มุลเลอร์ ก็สามารถแจ้งเกิดในระดับนานาชาติได้สำเร็จ ด้วยการยิง 4 ประตูเป็นดาวซัลโวทัวร์นาเมนต์

บอลยูโร1972


5. บอล ยูโร 1976 – ยูโกสลาเวีย

หลังจากที่ร่วมทำการแข่งขันมานาน ยูโกสลาเวีย ก็ได้รับหน้าเสื่อจัดการแข่งเองบ้าง โดยหวังว่าจะทำได้เหมือนกับที่ สเปน และ อิตาลี ทำได้

1976 ยูโกสลาเวีย
1976 ยูโกสลาเวีย

แต่สุดท้ายพวกเขาได้แค่อันดับ 4 แพ้ให้กับ เนเธอร์แลนด์ส ในช่วงต่อเวลาพิเศษ 2-3 หลังจากเสมอกัน 90 นาทีที่สกอร์ 2-2

ส่วนนัดชิงชนะเลิศ เป็นการดวลกันระหว่าง เช็คโกสโลวาเกีย กับ เยอรมันตะวันตก ที่ต่างฝ่ายต่างผ่านเข้ารอบมาด้วยผลต่อเวลา (เช็คโกฯ ชนะ เนเธอร์แลนด์ส 3-1, เยอรมันตะวันตก ชนะ ยูโกฯ 4-2) และนัดชิงชนะเลิศ ก็ต้องต่อเวลากันอีกเช่นเคย

หลังจากเสมอกันในเวลาปกติ 2-2 ต่อเวลาพิเศษไปอีก 30 นาทีก็ยังทำอะไรกันไม่ได้ สุดท้ายมาดวลกันด้วยการยิงจุดโทษ ไม่ต้องเสี่ยงทายทอยเหรียญกันเหมือนเมื่อ 8 ปีที่แล้วอีกต่อไป สุดท้าย เช็คโกฯ เอาชนะคว้าแชมป์เป็นหนแรก จากการดวลจุดโทษชนะไป 5-3

ซึ่งทางเยอรมันฯ คนที่ยิงพลาด ก็เป็นคนที่เรารู้จักกันดี ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานสโมสร บาเยิร์น มิวนิค นั่นก็คือ อูลี่ เฮอร์เนส นั่นเอง

ส่วนผู้ชนะ และคนยิงจุดโทษคนสุดท้าย ก็เป็นที่รู้จักกันกับ อันโตนิน ปาเนนก้า ผู้ที่เป็นต้นแบบของการยิงจุดโทษแบบ “ปาเนนก้า” ซึ่งปัจจุบันก็ยังใช้กันอย่างแพร่หลาย

บอลยูโร1976


6. บอลยูโร 1980 – อิตาลี

การแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปหนนี้ อิตาลี กลับมาเป็นเจ้าภาพอีกครั้ง ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการเพิ่มทีมเข้าไปเป็น 8 ทีม โดยทัพ “อัซซูรี่” ไม่ต้องเล่นรอบคัดเลือก ในฐานะที่เป็นฝ่ายจัดการแข่งขัน

8 ชาติที่เข้าร่วมได้แก่ อิตาลี, กรีซ, อังกฤษ, เนเธอร์แลนด์ส, เช็คโกสโลวาเกีย, สเปน, เบลเยี่ยม และ เยอรมันตะวันตก โดยรอบแรกมีการแบ่งกลุ่มเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 4 ทีม

อิตาลี1980

แชมป์กลุ่มเอและบี จะเข้าไปเล่นในรอบชิงชนะเลิศ ส่วนรองแชมป์ ก็จะไปแข่งชิงที่ 3 ซึ่งผลปรากฏว่าการชิงอันดับ 3 เป็นการเจอกันระหว่าง เช็คโกสโลวาเกีย แชมป์เก่า เจอกับ อิตาลี เจ้าภาพ

การดวลจุดโทษรอบที่ 2 ในประวัติศาสตร์ก็เกิดขึ้น เมื่อทั้งสองทีมเสมอกัน 1-1 ในช่วงเวลาปกติ ก่อนที่ เช็คโกฯ จะเอาชนะไปด้วยสกอร์ 9-8 เป็น ฟัลวิโอ คอลโลวาติ กองหลังของอิตาลี ที่ยิงพลาด

คู่ชิงเป็นการดวลกันระหว่าง เบลเยี่ยม พบกับ เยอรมันตะวันตก ผลกลายเป็นทัพ “อินทรีเหล็ก” คว้าแชมป์สมัยที่ 2 ให้กับตัวเอง จากการได้ ฮอร์ส ฮรูเบชห์ ยิงประตูชัยนาทีที่ 88 และเหมาสองลูกในเกมนั้น เอาชนะ “ปีศาจแดงแห่งยุโรป” ไปได้ 2-1


7. ฟุตบอลยูโร 1984 – ฝรั่งเศส

สุดท้าย ฝรั่งเศส ก็คว้าแชมป์สมัยแรกให้กับตัวเองได้ในครั้งนี้ หลังเอาชนะเยอรมันตะวันตก ในการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ และ มิเชล พลาตินี่ ก็คว้าความสำเร็จแรกในการเล่นทีมชาติได้สำเร็จ

ฝรังเศส 1984

รอบรองชนะเลิศ ทัพ “ตราไก่” เฉือนโปรตุเกส ในช่วงต่อเวลาพิเศษ 3-2 โดย พลาตินี่ เป็นผู้ทำประตูชัยในนาทีสุดท้ายของการแข่งขัน พาทีมเข้าชิงชนะเลิศกับสเปน ที่เอาชนะเดนมาร์ก ในช่วงการดวลจุดโทษ 5-4

นัดชิงฯ ก็ยังอาศัย พลาตินี่ ยิงเปิด ก่อนที่ฝรั่งเศส จะเอาชนะไป 2-0 คว้าแชมป์ไปครอง พลาตินี่ ยิงประตูในทัวร์นาเมนต์ไปทั้งหมดถึง 9 ลูก และก็ปิดปีด้วยการคว้า บัลลงดอร์ ไปเป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน

บอลยูโร1984

การแข่งขันหนนี้ ยูฟ่า มีการเปลี่ยนแปลงกติกานิดหน่อย 8 ทีมเหมือนเดิม แต่ทีมที่เข้ารอบ อันดับ 1-2 จะเข้าไปไขว้กันในรอบรองชนะเลิศ เหมือนที่เราเห็นกันทั่วไปในปัจจุบัน ไม่ได้เอาแชมป์กลุ่มไปเตะนัดชิง และอันดับสอง ไปเตะชิงที่ 3 อีก

แถมหนนี้ก็เป็นครั้งแรกที่ไม่มีการชิงอันดับ 3 เกิดขึ้น


8. ยูโร 1988 – เยอรมันตะวันตก

สุดท้ายเยอรมันตะวันตก ก็ได้เป็นเจ้าภาพในการแข่งขันนี้เสียที หลังจากพลาดให้กับฝรั่งเศส ไปเมื่อ 4 ปีก่อน โดยพวกเขาสามารถทะลุเข้ามาได้ถึงรอบรองชนะเลิศ ก่อนจะแพ้ให้กับ เนเธอร์แลนด์ส ชุดที่แข็งแกร่ง โดยมี มาร์โก ฟาน บาสเท่น, แฟร้งค์ ไรการ์ด, โรนัลด์ คูมัน และ รุด กุลลิท

3 ทหารเสือสีส้ม

ส่วนอีกคู่ เป็นการกลับมาผงาดอีกครั้งของ สหภาพโซเวียต พบกับ อิตาลี ซึ่งผลปรากฏว่าทัพ “อัซซูรี่” ก็เพลี่ยงพล้ำไปด้วยสกอร์ 0-2

คู่ชิงเป็นการเจอกันระหว่าง โซเวียต พบกับ เนเธอร์แลนด์ส ซึ่งทาง อัศวินสีส้ม ที่กำลังฮ็อต ก็ได้ กุลลิท กับ ฟาน บาสเท่น ยิงคนละประตู พาทีมคว้าแชมป์สมัยแรกด้วยสกอร์ 2-0

 

เยอรมัน1988

ซึ่งนั่นเป็นความสำเร็จที่น่าจะพอปลอบประโลมแฟนบอลได้ หลังจากพลาดการไปเล่นฟุตบอลโลกปี 1986 แต่ปรากฏว่านั่นคือแชมป์เดียวที่พวกเขามีจนถึงปัจจุบัน

 


9. euro 1992 – สวีเดน

หนแรกกับเจ้าภาพใหม่ สวีเดน ฟุตบอลยุโรปเข้าสู่ยุค 90 เริ่มเป็นที่รู้จักกันมาขึ้น และยูโรหนนี้นี่เอง กลายเป็นการแข่งขันที่มีคนร่ำลือกันมากเหลือเกิน

เดนมาร์ก 1992

การแข่งขันยังคงมีกัน 8 ทีมในรอบสุดท้าย ชาติยักษ์ใหญ่อย่าง ฝรั่งเศส, อังกฤษ, เยอรมนี, เนเธอร์แลนด์ และ ซีไอเอส (สหภาพโซเวียต) ขณะที่ เดนมาร์ก ส้มหล่น เข้ามาแทนยูโกสลาเวีย ซึ่งถูกห้ามแข่ง

เดนมาร์ก เข้ารอบแบ่งกลุ่มด้วยผลงานชนะ 1 เสมอ 1 แพ้ 1 เป็นรองแชมป์ มีแค่ 3 คะแนน ส่วนแชมป์กลุ่ม ตกเป็นของ สวีเดน ที่มี 5 แต้ม

อีกฟากหนึ่งเป็น เนเธอร์แลนด์ส ได้แชมป์กลุ่มมี 5 คะแนน รองแชมป์กลุ่มเป็น เยอรมัน 3 แต้ม รอบรองชนะเลิศ เยอรมัน พลิกเอาชนะเจ้าภาพไป 3-2 ขณะที่อีกคู่ เนเธอร์แลนด์ส ที่มีตัวผู้เล่นชื่อดังมากมาย แพ้จุดโทษให้กับ เดนมาร์ก 4-5 ซึ่งคนที่ยิงไม่เข้าก็เป็น มาร์โก ฟาน บาสเท่น

นัดชิงชนะเลิศ เดนมาร์ก ต้องเจอกับคู่แข่งสุดหิน ตัวเต็งในรายการอย่างเยอมัน แต่พวกเขาไม่ได้กลัวเลยแม้แต่น้อย มาด้วยใจ และก็คว้าแชมป์ไปด้วยใจเช่นกัน สองประตูจากสองกองกลาง จอห์น แยนเซ่น และ คิม วิลฟอร์ต พาทัพ “โคนม” คว้าแชมป์ยูโร สมัยแรกไปด้วยสกอร์ 2-0

บอลยูโร1992

นั่นคือจุดกำเนิดของ เทพนิยายเดนส์ ที่เลื่องลือ จากทีมเล็กๆ ที่ไม่มีใครมองว่าจะมาถึงแชมป์ ทีมที่เป็นตัวแทนในการมาแข่งขัน กลับปิดทัวร์นาเมนต์ด้วยการเป็นแชมป์


10. บอลยูโร1996 – อังกฤษ

ยูโรปี 1996 ทีมชาติอังกฤษ หมายหมั้นปั้นมือที่จะเป็นแชมป์ให้ได้ ด้วยความได้เปรียบกับการเป็นเจ้าภาพ แต่สุดท้ายพวกเขาก็ไปไม่ถึงฝั่งฝัน ตกรอบรองชนะเลิศด้วยการแพ้จุดโทษให้กับเยอรมัน 5-6 ซึ่งคนที่ยิงพลาดในวันนั้น คือกุนซือ “สิงโตคำราม” คนปัจจุบัน แกเร็ธ เซาธ์เกต

อังกฤษ1996

ขณะที่การแข่งขันหนนี้ ยูฟ่า ได้ทำการเพิ่มทีมเป็น 16 ทีม แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มละ 4 ชาติ โดยแชมป์กลุ่มและรองแชมป์กลุ่ม จะไขว้มาเจอกันในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ผลปรากฏว่ามี ฝรั่งเศส, สาธารณรัฐเช็ก, เยอรมัน และอังกฤษ เข้าสู่รอบรองชนะเลิศ

ฝรั่งเศส สามารถเอาชนะ เนเธอร์แลนด์ส ที่มีนักเตะฟอร์มฮอตหลายต่อหลายราย ส่วนใหญ่เป็นนักเตะอาแจ็กซ์ ชุดคว้าแชมป์ยุโรปปี 1995 แต่สุดท้ายเป็น คลาเรนซ์ เซดอร์ฟ ที่ยิงจุดโทษไม่เข้า พ่ายไป 4-5 หลังดวลกัน 120 นาทีเสมอ 0-0 แบบกินกันไม่ลง

ส่วนเยอรมัน เอาชนะโครเอเชีย 2-1 และ เช็ก เฉือนโปรตุเกส 1-0

ขณะที่รอบรองอีกคู่ ฝรั่งเศส ที่ฟอร์มดีเอาชนะ “อัศวินสีส้ม” กลับมาพ่ายจุดโทษให้กับเช็ก 5-6 คนที่ยิงไม่เข้าคือ เรย์โนลด์ เปดรอส กุนซือ โอลิมปิก ลียง หญิง ในปัจจุบัน

นัดชิงชนะเลิศ เยอมัน เกือบเพลี่ยงพล้ำให้กับเช็ก เสียประตูจากลูกจุดโทษของ แพทริค แบร์เกอร์ ไปก่อนในนาทีที่ 59 แต่สุดท้ายมาได้ โอลิเวอร์ เบียร์โฮฟฟ์ ตีเสมอนาทีที่ 73

บอลยูโร1996

ในช่วงต่อเวลาพิเศษ แข่งขันกันในกฎ “โกลเด้นโกล” และเป็น เบียร์โฮฟฟ์ คนเดิมที่ซัดประตูชัยนาทีที่ 95 พาเยอรมันคว้าแชมป์สมัยที่ 3 ไปครอง และกลายเป็นทีมแรกที่คว้าแชมป์รายการนี้ได้ 3 สมัย สูงสุดในบรรดาทีมชาติยุโรปทั้งหมด


11.ยูโร 2000 – เบลเยี่ยม & เนเธอร์แลนด์ส

เป็นครั้งแรกที่การแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป มี 2 ชาติที่ได้รับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพ โดยเป็น เบลเยี่ยม และ เนเธอร์แลนด์ส ที่ร่วมมือกันรับหน้าที่จัดการแข่งขันประเทศละ 4 สนาม เปิดที่กรุงบรัสเซลส์ ของเบลเยี่ยม ปิดที่ร็อตเธอร์ดัม ในฮอลแลนด์

เบลเยี่ยมฝรังเสศ2000

และยังเป็นหนแรกที่แฟนบอลชาวไทยได้รับชมผ่านทางฟรีทีวีกันแบบเต็มๆ ตั้งแต่วันแรกของการแข่งขัน ไปจนถึงนัดชิงชนะเลิศ

สิ่งที่น่าสนใจในหนนี้ ถ้าย้อนกลับไปก็ต้องเริ่มจากเรื่องเซอร์ไพรส์ของทีมชาติอังกฤษ และเยอรมัน ที่ตกรอบแรก นัดสุดท้ายพ่ายให้กับโรมาเนีย 2-3 จากการเสียจุดโทษในนาทีสุดท้าย

ส่วน อินทรีเหล็ก แชมป์เก่า เก็บได้แค่คะแนนเดียวจากการเสมอ โรมาเนีย อีกสองเกมพ่ายอังกฤษ และโปรตุเกส โดยพวกเขายิงได้เพียงลูกเดียวจาก เมห์เม็ต โชลล์ ในเกมแรก

ส่วนฮอลแลนด์ เจ้าภาพที่ร้อนแรง เก็บชัยชนะ 3 นัดรวดในรอบแบ่งกลุ่ม ก่อนจะมาถล่ม ยูโกสลาเวีย ในรอบก่อนรองชนะเลิศอีก 6-1 กลับไปพ่ายจุดโทษให้กับ อิตาลี 1-3 ในรอบรองฯ อดเข้าไปชิงดำ

ฝรั่งเศส ตัวเต็งรายการนี้หลังจากได้แชมป์ฟุตบอลโลก 1998 ทุกคนก็ตั้งคำถามกันว่าทีมชุดนี้จะทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมเหมือนเดิมหรือไม่ หรือที่เป็นแชมป์บอลโลก เกิดจากการที่ตัวเองเป็นเจ้าภาพ

ผลงานพวกเขาชนะ 2 แพ้ 1 โดยในเกมที่พ่ายในรอบแบ่งกลุ่ม เป็นการดวลกับ ฮอลแลนด์ ด้วยสกอร์ 2-3 เข้ารอบก่อนรองชนะเลิศมาก็เฉือนชนะสเปน 2-1 ได้โกลเด้นโกล จากลูกจุดโทษ ของ ซีเนอดีน ซีดาน ในนาทีที่ 117 เอาชนะ โปรตุเกสไปอีก 2-1 เข้ารอบชิงฯ มาแบบหวุดหวิด

ซึ่งในนัดชิงชนะเลิศ อิตาลี ที่เต็มไปด้วยซูเปอร์สตาร์ และเกมรับที่น่ากลัว ดูจะคว้าแชมป์สมัยที่สองให้กับตัวเองได้ หลังจากห่างหายไปนาน แต่สุดท้ายปาฏิหารย์ก็มาเกิดขึ้น

“อัซซูรี่” ได้ประตูขึ้นนำนาทีที่ 55 จาก มาร์โก เดลเว็คคิโอ เกมทำท่าว่าจะจบลงด้วยสกอร์นั้น แต่ปรากฏว่า ซิลแวง วิลตอร์ ลงจากม้านั่งสำรองมาตีเสมอนาทีที่ 90+3 ทำให้เกมนี้ต้องต่อเวลา

ช่วงต่อเวลาพิเศษก็กลายเป็นสำรองอย่าง ดาวิด เทรเซเกต์ ที่มาซัดประตูทองคำนาทีที่ 103 พาทัพ “ตราไก่” เป็นแชมป์ได้อย่างยอดเยี่ยม คว้าโทรฟี่สมัยที่สองต่อจากยุค มิเชล พลาตินี่

ส่วนอิตาลี ก็ต้องน้ำตาตกกลับบ้านไปในฐานะรองแชมป์ ก่อนจะไปแก้แค้นได้ในฟุตบอลโลกปี 2006


12. บอลยูโร 2004 – โปรตุเกส

เทพนิยายเดนส์ เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อปี 1992 กลับมาเกิดขึ้นอีกครั้งในปี 2004

ยูโร2004

การแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปในครั้งนี้ เกิดเรื่องราวต่างๆ มากมาย ทีมใหญ่อย่าง เยอรมัน และ อิตาลี ร่วงตกรอบแรกไปแบบพลิกความคาดหมายพอสมควร รองแชมป์เก่า ไปพลาดท่าแพ้ด้วยกฎมินิลีก หลังจากพวกเขากับเดนมาร์ก และสวีเดน มี 5 แต้มเท่ากัน

ฝรั่งเศส แชมป์เก่า ยังคงมีผลงานที่ดี แม้จะอยู่ในกลุ่มที่ยาก แต่ก็ยังผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศได้ด้วยการเป็นแชมป์กลุ่ม แต่ก็มาตกม้าตาย พ่ายกรีซ ทีมม้ามืดไป 0-1

อังกฤษ ก็ยังคงแพ้จุดโทษอย่างต่อเนื่อง รอบ 8 ทีมเสมอกับ โปรตุเกส เจ้าภาพ 2-2 (90 นาทีเสมอ 1-1) สุดท้ายก็ไปแพ้ในการดวลเป้า 5-6 เดวิด เบ็คแฮม และ ดาริอุส วาสเซลล์ ยิงไม่เข้า ส่วนทัพ “ฝอยทอง” เป็น รุย คอสต้า ที่พลาด

รอบรองชนะเลิศ โปรตุเกส เอาชนะฮอลแลนด์ 2-1 เจ้าภาพขึ้นนำ 2-0 จาก คริสเตียโน่ โรนัลโด้ นาทีที่ 26 และ มานิช นาที 58 ส่วนฮอลแลนด์ ได้ประตูจาก ฮอร์เก้ อันดราเด้ ทำเข้าประตูตัวเอานาทีที่ 63

ขณะที่อีกคู่ กรีซ มาเอาชนะ เช็ก ได้ 1-0 จากกฎ “ซิลเวอร์โกล” นาทีที่ 105+1

เทพนิยาย บอลยูโร 2004

นัดชิงชนะเลิศ โปรตุเกส วาดฝันจะเป็นแชมป์แรกในประวัติศาสตร์ ด้วยความเป็นเจ้าภาพ แฟนบอลต่างมั่นใจ แม้ว่ากรีซ จะทะลุมาจนถึงรอบนี้ได้ แต่พวกเขาเชื่อว่าตัวเองมีความชัวร์กว่า

ผลปรากฏว่าพวกเขาไม่สามารถเจาะแนวรับของกรีซได้เลย และโดนลูกกลางอากาศของคู่แข่งเล่นงาน ประตูชัยของ อันเจลอส คาริสเตอาส นาทีที่ 57 คือการบันทึกหน้าประวัติศาสตร์ให้กับพวกเขา เป็นแชมป์แรกของชาติเล็กๆ อย่าง กรีซ และก็ได้สร้าง เทพนิยายกรีก มาให้พูดกันเหมือน เทพนิยายเดนส์ เมื่อปี 1992


13.ยูโร 2008 – ออสเตรีย & สวิตเซอร์แลนด์

เป็นหนที่ 2 ที่ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ได้เจ้าภาพ 2 ชาติ โดยการแข่งขันหนนี้ แชมป์เก่าอย่างกรีซ กลับบ้านเร็ว แพ้รวด 3 นัดตกรอบไปง่ายดาย

ยูโร2008

แต่ในหนนี้ ทีมที่เข้ามาเป็นม้ามืดกลับเป็นรัสเซีย ที่มี อังเดร อาร์ชาวิน และ โรมัน พาฟลูเชนโก้ เป็นตัวชูโรง แต่สุดท้ายพวกเขาก็ไปได้ถึงแค่รอบรองชนะเลิศ ก่อนจะไปแพ้ตัวเต็งอย่างสเปน 0-3

ฝรั่งเศส อีกหนึ่งทีมใหญ่ก็ตกรอบแรก มีเพียง 1 คะแนน ปล่อยให้อิตาลี และฮอลแลนด์ เข้ารอบ 8 ทีมไป ส่วนอังกฤษ ไม่ต้องถามถึง พวกเขาไม่ผ่านรอบคัดเลือก

โปรตุเกส รองแชมป์เก่า หวังแก้มือในหนนี้ ก็กลับไม่ดีพอ พ่ายเยอรมัน ในรอบก่อนรองฯ ไป 2-3 หลังจากนั้น “อินทรีเหล็ก” ก็ไปเบียดชนะ ตุรกี ม้ามืดอีกหนึ่งชาติ 3-2 โดยมาได้ประตูในช่วงท้ายเกมจาก ฟิลิปป์ ลาห์ม

นัดชิงชนะเลิศหนนี้ เลยเป็นการพบกันของ 2 ชาติที่กำลังฟอร์มแรง เยอรมันของ โยอัคคิม เลิฟ ที่มีนักเตะชื่อดังจาก บาเยิร์น มิวนิค มากมาย ส่วนสเปน ที่มีกุนซือเป็น หลุยส์ อราโกเนส เองก็เริ่มได้ตัวหลักหลายตัวจาก บาร์เซโลน่า เช่น ชาบี เอร์นานเดซ, การ์เลส ปูโยล และ อันเดรส อิเนียสต้า

ผลปรากฏว่าประตูชัยจาก เฟร์นานโด ตอร์เรส นาทีที่ 33 ส่งทัพ “กระทิงดุ” เป็นแชมป์สมัยที่ 2 และนั่นคือจุดเริ่มต้นยุคของ “กระทิงดุ” เพราะหลังจากนั้นอีก 2 ปี พวกเขาก็ไปคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้ได้อีก


14. ฟุตบอลยูโร 2012 – โปแลนด์ & ยูเครน

ไม่รู้วา ยูฟ่า จะติดใจอะไรหนักหนากับการมีเจ้าภาพร่วม เพราะนี่เป็นอีกหนึ่งครั้งที่มี 2 ชาติรับหน้าเสื่อเป็นเจ้าบ้านร่วมกัน และยังเป็นเจ้าภาพร่วม 2 หนติดต่อกันด้วย

ฮอลแลนด์ ตกรอบแรกด้วยการแพ้ 3 เกมรวดต่อ โปรตุเกส, เดนมาร์ก และ เยอรมัน ส่วนชาติใหญ่ๆ ต่างจูงมือกันเข้ารอบไปไม่ยาก แม้จะต้องอยู่กลุ่มเดียวกันอย่าง อิตาลี, สเปน หรือ อังกฤษ, ฝรั่งเศส

เจ้าภาพยูเครนและโปแลนด์ ตกรอบแรกทั้งคู่

สเปน ตัวเต็งในรายการนี้ เล่นได้สมกับเป็นตัวเต็ง พวกเขาเอาชนะฝรั่งเศส 2-0 ส่วนในรอบแบ่งกลุ่มก็มี 7 คะแนนจากการชนะโครเอเชีย กับไอร์แลนด์ และเสมออิตาลี

ก่อนจะมาดวลจุดโทษเอาชนะโปรตุเกส 4-2 ขณะที่ เยอรมัน ตัวเต็งที่จะเข้าไปชิงกับสเปน กลับพลาดท่าให้กับ อิตาลี เจอความสุดยอดของ มาริโอ บาโลเตลลี่ เหมา 2 ประตูตั้งแต่ครึ่งแรก และอาศัยเกมรับ อุดประตูเสียเพียงลูกเดียว ผ่านเข้าชิงฯ ด้วยสกอร์ 2-1

นัดชิงชนะเลิศ อิตาลี เองแม้จะดูเป็นรอง แต่พวกเขาเองก็สามารถเสมอกับสเปน มาได้ในรอบแรก และพวกเขาเองก็ยังมาแรง ฟอร์มของ บาโลเตลลี่ เองก็ไม่ธรรมดา แต่ทำไปทำมามันไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย

“กระทิงดุ” ได้ประตูแรกเร็วจาก ดาบิด ซิลบา นาทีที่ 14 หลังจากนั้นพวกเขาก็เล่นได้ง่ายขึ้น ก่อนจะมาได้ลูกสองก่อนหมดครึ่งแรกโดย จอร์ดี้ อัลบา

แชมป์ สเปน2008

ครึ่งหลังพวกเขาเล่นสบาย พอช่วงท้ายอิตาลี เริ่มเปิดหน้าแลกแบบไม่มีอะไรจะเสีย ก็มาโดนอีก 2 เม็ดจาก เฟร์นานโด ตอร์เรส และ ฆวน มาต้า สเปนถล่มขาด 4-0 คว้าแชมป์สมัย 3 ทำสถิติแชมป์มากสุดเท่ากับเยอรมัน และคว้าแชมป์รายการใหญ่ได้ 3 รายการติดต่อกัน (ยูโร 2008, ฟุตบอลโลก 2010, ยูโร 2012)


15. บอลยูโร 2016 – ฝรั่งเศส ครั้งที่ 15

ยูโรครั้งล่าสุด เชื่อว่าแฟนบอลชาวไทยยังคงจำกันได้ดี เป็นฟุตบอลยุโรประดับชาติหนแรก ที่เพิ่มทีมจาก 16 เป็น 24 โดยนำอันดับ 3 ที่ดีที่สุด 4 จาก 6 กลุ่ม เข้ารอบไปพร้อมแชมป์และรองแชมป์ เพื่อเข้าไปสู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย

ฝรังเศส2016

ทำให้บรรดาทีมที่ตกรอบแรกในหนนี้ ไม่ค่อยมีอะไรพลิกเท่าไหร่ จะดูเหลือเชื่อหน่อยก็ออสเตรีย ร่วงตกรอบแรก แล้วให้ ฮังการี่ กับ ไอซ์แลนด์ เป็นแชมป์กลุ่ม

ขณะที่ โปรตุเกส ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมวางตอนจับสลาก กลับเสมอ 3 เกมรวด เข้ารอบด้วยการเป็นอันดับ 3 ที่ดีที่สุดจาก 4 ทีม โดนวิจารณ์กันยกใหญ่

ปีนี้หลายๆ ฝ่ายต่างจับตามองไอซ์แลนด์ ที่เล่นกันได้อย่างเซอร์ไพรส์ แถมยังโค่นอังกฤษ ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายเข้ามาได้อีก แต่สุดท้ายก็ต้องจอดให้กับฝรั่งเศส หนึ่งในตัวเต็งแชมป์ แถมยังเป็นเจ้าภาพ โดนทุบไปด้วยสกอร์ 2-5

เยอรมัน แชมป์ฟุตบอลโลก 2014 ที่ประเทศบราซิล ก็ผ่านเข้ามาอย่างไม่ยากเย็น แม้จะเหนื่อยหน่อยกับการดวลจุดโทษชนะอิตาลี 6-5 ในรอบก่อนรองชนะเลิศ แต่ก็ยังผ่านเข้ามาได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อพวกเขาต้องเจอกับฝรั่งเศส ในรอบรอง ก็โดนทีเด็ดของ อ็องตวน กรีซมันน์ เบิ้ล 2 เม็ด แพ้ไป 0-2

ส่วนสายบนอุดมไปด้วยทีมเลือดใหม่อย่างเบลเยี่ยม, สวิตเซอร์แลนด์ หรือ โปแลนด์ โดยมีอีกหนึ่งม้ามืดคือเวลส์ ที่มี แกเร็ธ เบล เป็นตัวชูโรง

และผลปรากฏว่าทัพ “มังกรแดง” ก็ปราบเบลเยี่ยม ทีมยังบลัดที่มีแต่นักเตะชั้นนำใน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ไป 3-1 ทั้งๆ ที่โดนนำไปก่อน ส่วนโปรตุเกส ไปดวลกับ โปแลนด์ ก็สามารถเอาชนะจุดโทษมาได้แบบเกือบตาย รอบก่อนหน้านั้นพวกเขาก็เชือดโครเอเชีย ในช่วงต่อเวลา 1-0

แต่ทัพ “ฝอยทอง” ที่คลานเข้ารอบมาตลอด กลับมามีผลงานยอดเยี่ยมในเกมรอบรอง ได้ประตูจาก โรนัลโด้ และ นานี่ (นาที 50, 53) เอาชนะ เวลส์ ที่ขาด อารอน แรมซี่ย์ ซึ่งไปติดโทษแบน ทำให้พวกเขาเข้าชิงชนะเลิศได้สำเร็จ

อีกฟากเป็นฝรั่งเศสเจ้าภาพ ที่ร้อนแรงสุดๆ ปราบยักษ์ใหญ่มาแทบทุกรอบ ส่วนพวกเขาเข้ามาแบบกระเสือกกระสน มาเล่นดีเอาในเกมรอบรองฯ

โปรตุเกต แชมป์2016

เริ่มเกมนัดชิงได้ไม่ทันไรกัปตันทีมคนสำคัญอย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ มาได้รับบาดเจ็บ ต้องโดนเปลี่ยนตัวออก ยิ่งทำให้งานของฝรั่งเศสง่ายขึ้นไปอีก แต่ทัพ “ฝอยทอง” พอไม่มีหัวหน้าทีม ก็เล่นกันแบบไม่เอา ตั้งรับลึกให้คู่แข่งเจาะยาก สุดท้ายก็เสมอกันจนถึงช่วงต่อเวลา

เกมเหลืออีก 11 นาทีจะต้องไปตัดสินในการดวลจุดโทษ นักเตะสำรองของโปรตุเกสอย่าง เอแดร์ กลับยิงจากนอกกรอบเขตโทษ เข้าประตูให้ทีมขึ้นนำ 1-0 อย่างเหลือเชื่อ ฝรั่งเศสที่เปิดเกมรุกใส่มาตลอดเกมกลับทำอะไรไม่ได้

จบเกมกลายเป็นโปรตุเกส ทีมมวยรองคว้าแชมป์ต่อหน้าฝรั่งเศส เต็งแชมป์และเจ้าภาพ กลายเป็นแชมป์สมัยแรกของพวกเขา มันเหมือนเป็นการล้างแค้นในปี 2004 ที่พวกเขาพลาดท่าให้กับกรีซ ในบ้านตัวเองได้สำเร็จ และทำให้ฝรั่งเศส น้ำตาตกในปีนั้น

แต่อีก 2 ปีถัดมา “เลอ เบลอส์” ก็มาเอาแชมป์ที่ใหญ่กว่าเดิม ก็คือฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซีย นั่นเอง

2020 euro


เรา ย้อนอดีต ฟุตบอลยูโร 15 ครั้ง กันมาแล้ว รอครั้งใหม่ ปี 2020 บอลยูโร ครั้งที่ 16 ใน 12 ประเทศ

 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here